Tuesday, March 31, 2015



ธรรมนูญครอบครัว


สืบทอดธุรกิจครอบครัวอย่างไรให้รุ่งและรอดจากรุ่นสู่รุ่น?



“ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็กหรือครอบครัวใหญ่ การมีธรรมนูญครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยกเว้นหัวหน้าครอบครัวที่คิดลบ ไม่หวังและไม่เชื่อว่าครอบครัวของตนจะเจริญขึ้น หรือมีความมั่นคงแข็งแรงต่อไปจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน”

– บุญเกียรติ โชควัฒนา

            
          ใครคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในธุรกิจครอบครัว?
           
          เรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ผู้มีบารมี” 
          
          ผู้มีบารมีมีความสำคัญต่อธุรกิจครอบครัวมาก เพราะผู้มีบารมีจะช่วยทำให้ครอบครัว “นิ่ง” เขาจะเป็นผู้สร้างกติกาในบ้าน ยุติความขัดแย้ง และเชื่อมคนในตระกูลเข้าด้วยกัน แต่การมีผู้มีบารมีที่เข้มแข็งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ครอบครัวเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อ “เขา” ไม่อยู่แล้วความนิ่งก็จะกลายเป็นความไม่นิ่ง ปัญหาที่เคยถูกกดทับไว้ก็จะได้เวลาแสดงตัว ไม่มีใครใหญ่กว่าใครอีกต่อไป และไม่มีใครต้องเกรงใจใครอีกต่อไป นั่นคือจุดที่ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวจะประทุขึ้นมา ดังนั้น การมี “ผู้มีบารมีคนใหม่” ขึ้นมาทดแทนเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของทุกครอบครัว แต่ “บารมี” นั้นเกิดจากความยอมรับจากสมาชิก ไม่สามารถให้กันได้ แต่งตั้งกันไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรกันดี?

ผมได้เสนอ “ทางออก” ทางหนึ่งที่มีการศึกษาวิจัยกันมามากในต่างประเทศว่าสามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัวธุรกิจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการเปลี่ยนผ่านผู้นำรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นถัดไป นั่นก็คือ “ธรรมนูญครอบครัว” หรือ “กติกาในการอยู่และทำงานร่วมกันของสมาชิกในธุรกิจครอบครัว” ซึ่งในวันนี้ ผมจะขออนุญาตนำข้อสรุปบางประการจากหนังสือเล่มใหม่ของผมที่มีชื่อว่า “ธรรมนูญครอบครัว : เขียนอย่างไรให้สำเร็จ” หรือ How to Successfully Write the Right Family Constitution[1] มาแบ่งปันกันในวันนี้

     

1. อย่านั่งรอโชคชะตา ถ้าอยากให้ “ธุรกิจ” และ “ครอบครัว” รอด

“อยากให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดต้องทำยังไง”
นี่คือคำถามแรกที่เพื่อนเก่ายิงใส่ผมเมื่อรู้ว่าผมทำงานอะไร ...สิ่งแรกที่คนทำธุรกิจมักจะคิดถึงก็คือจะทำอย่างไรให้ธุรกิจรอด แต่สำหรับธุรกิจครอบครัวแล้วสิ่งที่อยากให้ “รอด” อาจไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่อาจรวมไปถึงครอบครัวด้วย
“รอดคืออะไร?” ผมถามเพื่อนกลับด้วยความสงสัย “ครอบครัวต้องไม่แตกกัน...นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” แล้วธุรกิจล่ะ? ผมสงสัย “ขอไม่ให้เจ๊งแล้วทุกคนต้องไปเริ่มศูนย์ใหม่ก็พอ” และนี่คือที่มาของแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ที่บวกกับความเชื่อที่ว่า “ความสัมพันธ์” ที่ดีของครอบครัวและ “ความสำเร็จ” ทางธุรกิจสามารถเดินไปด้วยกันได้
            “ครอบครัวต้องไม่แตกกันและธุรกิจต้องรอด” สะท้อน 2 เป้าหมายสูงสุดของทุกธุรกิจครอบครัวนั่นก็คือ
1) ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งผมขอเรียกว่า “Happy Family”
2) ความสำเร็จที่ต่อเนื่องของธุรกิจครอบครัว หรือที่ผมขอเรียกว่า “Healthy Business”
           
“ทำอย่างไรให้ทั้งสองสิ่งนี้เดินควบคู่กันไปได้?”
นี่คือความท้าทายของธุรกิจครอบครัวซึ่งมากกว่าธุรกิจทั่วไปที่มุ่งเน้นไปที่ความ “สำเร็จ” เป็นสำคัญ แต่สำหรับธุรกิจครอบครัวแล้ว “ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว” ถือเป็นเป้าหมายอีกด้านหนึ่งซึ่งสำหรับหลายๆ ครอบครัวแล้วมันสำคัญยิ่งกว่า “ความสำเร็จทางธุรกิจ” เสียอีก และสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะถ่ายทอดให้แก่ผู้อ่านก็คือวิธีการเขียน “ธรรมนูญครอบครัว” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพในการทำให้ธุรกิจครอบครัวให้สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งสองไปพร้อมๆ กัน

2. เข้าใจให้ถูก: “ธรรมนูญครอบครัว” ไม่ใช่ “พินัยกรรม” และไม่ใช่การแบ่งมรดก!

หลายครั้งมักเกิดความสับสนว่าการเขียนธรรมนูญครอบครัวก็คือการเขียนพินัยกรรมนั่นเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด! ถ้าหากจะอธิบายความแตกต่างของธรรมนูญครอบครัวและพินัยกรรมให้ชัดเจนแล้วละก็ เราอาจแจกแจงความแตกต่างกันได้ ดังนี้
·       พินัยกรรมมักจะถูกเขียนขึ้นโดยเจ้าทรัพย์ (เจ้ามรดก) เพียงคนเดียว ในขณะที่ธรรมนูญครอบครัวจะร่วมกันเขียนทั้งครอบครัว
·       พินัยกรรมมักถูกเก็บไว้เป็นความลับ และจะเปิดเผยเมื่อเจ้าของทรัพย์เสียชีวิต ต่างจากธรรมนูญครอบครัวที่เกิดจากการตกลงร่วมกันระหว่างสมาชิก จึงเป็นเรื่องที่เปิดเผยอย่างชัดเจนกับทุกคนในครอบครัว
·       ความขัดแย้ง (หากมี) มักจะเกิดขึ้นภายหลังจากเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตแล้ว ในขณะที่ธรรมนูญครอบครัว หากจะมีความขัดแย้งขึ้นก็ยังเกิดในช่วงที่เจ้าของทรัพย์ยังมีชีวิตอยู่
·       หากความขัดแย้งลุกลามหาข้อยุติไม่ได้อาจต้องพึ่งศาลให้ตัดสินในเรื่องพินัยกรรม แต่ความขัดแย้งในธรรมนูญครอบครัวนั้น โดยทั่วไปจะยังอยู่ในวิสัยที่สมาชิกสามารถแก้ไขร่วมกันได้
อย่างไรก็ดี ธรรมนูญครอบครัว มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดสรรทรัพย์สินของครอบครัวอย่างเป็นระบบ เพราะในธรรมนูญครอบครัวมักจะมีเกณฑ์หรือกติกาที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรหุ้นของธุรกิจครอบครัวหรือทรัพย์สินอื่นๆ ของตระกูล ซึ่ง “เกณฑ์หรือกติกา” ที่กำหนดไว้ในธรรมนูญครอบครัวจะช่วยทำให้การ “แบ่งมรดก” หรือการเขียนพินัยกรรมง่ายขึ้นมาก ช่วยลดความลำบากใจของเจ้าของทรัพย์ในการแบ่งทรัพย์สินต่างๆ (เพราะแบ่งร่วมกัน) ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัทที่จะให้กับลูกหลานด้วย ทำให้เหลือทรัพย์สินที่จะกลายเป็นมรดกน้อยลง ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดจากความขัดแย้งในเรื่อง “มรดก” เมื่อเจ้าทรัพย์ถึงแก่กรรม

3. ลอก “ธรรมนูญ” บ้านอื่นได้ แต่ช่วยปรับด้วย!

            เพื่อไม่ให้ต้องเริ่มนับหนึ่ง ครอบครัวอาจลองหาต้นแบบกติกาในธุรกิจครอบครัวอื่นๆ แล้วต่อยอดจากตรงนั้น แต่คำถามสำคัญก็คือแล้วครอบครัวไหนล่ะคือต้นแบบของธรรมนูญครอบครัว? และพวกเขาจะยอมแบ่งปันให้เราไหม? หนังสือเล่มนี้จึงมาควบคู่กันไประหว่าง (1) วิธีการ “ออกแบบ” ธุรกิจครอบครัวจากขั้นที่ 1 จนถึงขั้นสุดท้าย พร้อมกับ (2) “ตัวอย่าง” ของธรรมนูญครอบครัวที่ถือเป็นต้นแบบของกติกาในธุรกิจและครอบครัว โดยยกเอาธรรมนูญครอบครัวที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ชัดเจนมากที่สุด และเห็นผลสำเร็จแล้วคือครอบครัวไม่แตกแยกและธุรกิจเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ ธรรมนูญของครอบครัว “จิราธิวัฒน์” ที่ผู้เขียนได้พยายามอย่างยิ่งที่จะสรุปออกมาเป็นหัวข้อสำคัญต่างๆ ทั้งสิ้น 6 หัวข้อ ข้อมูลทั้งหมดได้มาจากการสัมภาษณ์โดยตรงจากทายาทตระกูลจิราธิวัฒน์ในรุ่นที่ 2 และ 3 ที่มีบทบาทสำคัญในครอบครัว[2] แต่ก็ครอบครัวก็ต้องตระหนักว่า ตัวอย่างก็คือ ตัวอย่าง เสื้อที่นางแบบใส่แล้วสวย เราเอามาใส่บ้างอาจไม่สวยเหมือนที่นางแบบใส่ ครอบครัวจึงต้องนำต้นแบบนั้นมาปรับให้เข้ากับตนเอง เข้ากับครอบครัวของเรา

            ดังนั้น เพื่อให้ครอบครัวที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว สามารถนำความรู้ไปใช้ในการเขียนธรรมนูญของครอบครัวตนเองได้แบบ Custom-Made ผู้เขียนจึงได้แบ่งหนังสือออกเป็น 3 ส่วนเพื่อให้เข้าใจง่ายในลักษณะ WHY-WHAT-HOW ดังนี้

ส่วนแรก: ทำไมต้องธรรมนูญครอบครัว (WHY) จะมุ่งตอบคำถามสำคัญที่ว่า
“ธรรมนูญครอบครัวคืออะไร?”
“ทำไมต้องมีธรรมนูญครอบครัว?”
“ธรรมนูญครอบครัว” อาจเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่สำหรับธุรกิจครอบครัวในไทย แต่จริงๆ แล้วแก่นแท้ของธรรมนูญครอบครัวนั้นก็คือ “กติกาในการอยู่และทำงานร่วมกันในครอบครัว” ดังนั้น “กติกา” ดังกล่าวจึงมีประโยชน์ต่อธุรกิจครอบครัวไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ มีจำนวนสมาชิกมากหรือน้อย “ธรรมนูญครอบครัว” มีความสำคัญในแง่ของการป้องกันความขัดแย้งที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกครอบครัวมาทำธุรกิจร่วมกัน สถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ (A) ธุรกิจทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือ (B) ความสัมพันธ์ที่แย่ทำลายธุรกิจ การหมั่นตรวจเช็คว่าธุรกิจครอบครัวท่านกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ (A) หรือ (B) หรือไม่ด้วยการเช็ค “สัญญาณอันตรายธุรกิจครอบครัว” และการหมั่นตรวจเช็คตนเองว่ามี “ทัศนคติ” ที่เป็นภัยต่อความอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวหรือไม่ จะช่วยตอบคำถามที่ว่า “ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ครอบครัวจะต้องมีธรรมนูญซะที?” 

ส่วนที่สอง: เขียนอะไรในธรรมนูญครอบครัว (WHAT) พยายามจะตอบคำถามเหล่านี้
“เขาเขียนอะไรกันบ้างในธรรมนูญครอบครัว”
“จำเป็นต้องเขียนให้หมดทุกเรื่องเลยหรือ”
ในส่วนที่สองของหนังสือจะมุ่งไปที่หัวข้อสำคัญต่างๆ ที่ธุรกิจครอบครัวควรใส่ไว้ใน “ธรรมนูญครอบครัว” โดยเพื่อให้เห็นภาพ “บ้านธรรมนูญ” จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วนของธรรมนูญครอบครัว ได้แก่ (1) รากฐานของบ้านอันประกอบไปด้วยการสื่อสาร การตัดสินใจร่วมกัน และการระงับความขัดแย้ง (2) การสืบทอดธุรกิจครอบครัว (3) การให้ค่าตอบแทนแก่สมาชิกที่ทำงานในธุรกิจครอบครัว (4) การบริหารจัดการเงิน “กงสี” (5) การจัดการ “หุ้น” ของธุรกิจครอบครัว และ (6) การดูแลรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว
           
ส่วนที่สาม: เขียนธรรมนูญครอบครัวอย่างไร (HOW) จะมุ่งเน้นตอบคำถามเหล่านี้
            “อยากมีธรรมนูญครอบครัว จะเริ่มต้นอย่างไร?”
            “ยังไงถึงจะเรียกว่าได้ธรรมนูญครอบครัวที่ดี?”
            “มีตัวอย่างไหม?”
            เมื่อเห็นความสำคัญและรู้ว่าจะต้องเขียนอะไรบ้างลงในธรรมนูญครอบครัวแล้ว คำถามต่อมาก็คือแล้วจะเริ่มต้นกันอย่างไร? ในส่วนที่ 3 นี้ จะแนะนำแนวทางการการเขียนธรรมนูญครอบครัวอย่างเป็นขั้นตอน แต่การเขียนธรรมนูญก็มีความยากในตัวของมันเอง เพราะหลายครั้งที่เรื่องที่จะคุยกันจะเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อความรู้สึก ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดชัดเจน เช่น จะแบ่งหุ้นให้ลูกหลานยังไงจึงจะยุติธรรม? หรือเป็นหน้าที่ของลูกหรือไม่ที่จะต้องมาสืบทอดธุรกิจของครอบครัว? คำถามดังกล่าวไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยการโหวต หรือการประนีประนอมก็ไม่อาจตอบโจทย์ได้ “กระบวนการสานเสวนาครอบครัว” จึงเข้ามาเพื่อช่วยหาคำตอบสำหรับโจทย์ยากๆ เหล่านี้          
            ทั้ง 3 ส่วนของหนังสือจะช่วยให้ผู้อ่านพอเห็นแนวทางในการเขียนธรรมนูญอย่างเป็นระบบ และสามารถเริ่มต้นได้ด้วยครอบครัวตนเอง

4. “ธรรมนูญครอบครัว” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ...ที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนอื่นๆ

จริงๆ แล้ว “ธรรมนูญครอบครัว” เป็นส่วนหนึ่งของภาพที่ใหญ่กว่าซึ่งเรียกว่า “การวางแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัว” (Succession Planning for the Family Business) คือการส่งผ่านธุรกิจครอบครัวจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งซึ่งในต่างประเทศมีการศึกษากันอย่างจริงจัง กว้างขวาง แต่ในประเทศไทยต้องเรียกว่ายังมีการศึกษาเรื่องนี้กันน้อยอยู่เมื่อเทียบกับศาสตร์ในด้านการบริหารธุรกิจแขนงอื่นๆ
หลายคนถามผมว่าการเขียนธรรมนูญครอบครัวที่สุดท้ายก็คือกระดาษกองหนึ่งจะไปสามารถบังคับอะไรใครได้? ถามว่าบทลงโทษจะทำกันได้จริงหรือ?
คนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วก็จะเข้าใจว่าหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของธรรมนูญครอบครัวก็คือการเปิดโอกาสให้คนในครอบครัวได้มา “คุยกัน” ในเรื่องที่ “ควรคุย” เป็นเสมือนการจำลองสถานการณ์ว่าถ้าเกิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้น ครอบครัวจะตัดสินใจกันยังไง คุยกันก่อนจะเกิดเรื่อง ทะเลาะกันในเรื่องที่ยังไม่เกิด (เพราะเมื่อเป็นปัญหาจริงๆ แล้ว มักจะไม่มีโอกาสมาคุยกันแล้ว) เมื่อเราได้คุยกันในเรื่องสำคัญๆ ต่างๆ เช่น การแบ่งหุ้น การกำหนดเงินเดือนและผลตอบแทนต่างๆ การจัดการเงินกงสี หรือการวางตัวผู้สืบทอดในกิจการต่างๆ ของครอบครัว แล้วนั้น ข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น
·       การจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ในธุรกิจครอบครัวแล้วไปจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์
·       การกำหนดฐานเงินเดือน เกณฑ์การให้โบนัส และค่าตอบแทนต่างๆ แล้วประกาศเป็นระเบียบบริษัท
·       การจัดระเบียบเงินกงสี แล้วระดมเงินสมาชิกครอบครัวไปเปิดบัญชีธนาคารหรือตั้งกองทุน มีการกำหนดผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงิน เซ็นเช็ค ชัดเจน (เบิกจ่ายตามกติกาที่ได้ตกลงกัน)
·       การวางตัวผู้สืบทอด แล้วสื่อสารออกไปให้พนักงานและคู่ค้ารับทราบเพื่อให้เกิดความมั่นใจในความต่อเนื่องของธุรกิจ
“รูปธรรม” เหล่านี้ต่างเป็นผลมาจากข้อตกลงที่สมาชิกมีต่อกันและอยู่ในธรรมนูญครอบครัว ธรรมนูญครอบครัวจึงเป็นเสมือนต้นธารของสายน้ำที่จะพัฒนาต่อไป ให้กฎครอบครัวมีความศักดิ์สิทธิ์และมีผลบังคับได้ในความเป็นจริง
           
            “นายไม่ต้องมาจ้างเราหรอก” ผมคิดในใจ “ขอให้อ่านเล่มนี้ให้จบนะแล้วค่อยมาว่ากัน” หนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายเพื่อจุดประกายให้ครอบครัวต่างๆ ตระหนัก ตื่นตัว พร้อมทั้งมีแนวทางที่จะเริ่มต้นเขียนธรรมนูญครอบครัวด้วยตนเอง ให้ครอบครัวได้พอเห็นแสงรำไรที่ปลายอุโมงค์ว่าการสืบทอดธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืนนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเกินความสามารถและความตั้งใจจริง การเริ่มศึกษาหาความรู้ในเรื่องศาสตร์ของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวอย่างที่ผู้อ่านกำลังทำอยู่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นสุดวิเศษแล้ว 

สรุปประเด็นสำคัญ

1    1)      อย่านั่งรอโชคชะตา ถ้าอยากให้ “ธุรกิจ” และ “ครอบครัว” รอด   
2    2)      เข้าใจให้ถูก: “ธรรมนูญครอบครัว” ไม่ใช่ “พินัยกรรม” และไม่ใช่การแบ่งมรดก!
3    3)      ลอก “ธรรมนูญ” บ้านอื่นได้ แต่ช่วยปรับด้วย!
4    4)      “ธรรมนูญครอบครัว” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ...ที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนอื่นๆ ที่ทำให้ธรรมนูญครอบครัวมีผลบังคับใช้จริง


นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com

แหล่งข้อมูล
·       นวพล วิริยะกุลกิจ “ธรรมนูญครอบครัว เขียนอย่างไรให้สำเร็จ” สำนักพิมพ์การเงินธนาคาร 2557




[1] โดยสำนักพิมพ์การเงินธนาคาร ธันวาคม 2557
[2] ต้องขอขอบพระคุณ ศ.คร. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ เลขาธิการสภาตระกูลจิราธิวัฒน์และทายาทรุ่นที่สองของตระกูล และ คุณปริญญ์ จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารเงินกงสีของครอบครัวและหนึ่งในคลื่นลูกที่ 3 ของครอบครัวจิราธิวัฒน์ มาอีกครั้ง ณ ที่นี้ที่ช่วยแบ่งปันความรู้

Thursday, July 24, 2014

บริหาร #ธุรกิจครอบครัวแบบ #จีน โพ้นทะเล #chinesefamilybusiness




ธุรกิจครอบครัวของชาวจีนโพ้นทะเลที่กระจายตัวอยู่ทั่วเอเชียถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคโดยมีนักธุรกิจเชื้อสายจีนในกลุ่ม NIES (Newly Industrialized Economies) เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นคลื่นลูกแรกตามมาด้วยคลื่นลูกที่สอง ได้แก่ นักธุรกิจเชื้อสายจีนใน ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่อย่างจีน และกลุ่มนักธุรกิจจีนในคลื่นลูกที่สาม เช่น เวียดนามที่กำลังไล่ตามมาติดๆ

บทเรียนการบริหารธุรกิจแบบ “จีนโพ้นทะเล” เมื่อพลวัตของเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนที่มายังเอเชีย จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากว่าครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลที่มีรากของวัฒนธรรมประเพณีจีน แต่ได้อพยพออกจากประเทศจีนมาอยู่ในประเทศต่างๆ ในเอเชียที่มีระบบเศรษฐกิจเปิดแบบทุนนิยมนั้นเขามีจุดกำเนิด การเติบโต และการสืบทอดธุรกิจกันอย่างไรจึงสามารถพัฒนากลายเป็นธุรกิจข้ามชาติที่ยิ่งใหญ่ได้ดังเช่นในปัจจุบัน วันนี้เราจะมาเรียนรู้ “สไตล์การบริหารธุรกิจครอบครัว” แบบชาวจีนโพ้นทะเลผ่านกรณีศึกษา 5 ธุรกิจครอบครัวจีนในสิงคโปร์ที่ได้มีการศึกษาไว้โดย Fock Siew Tong[1] ซึ่งสามารถสรุปบทเรียนออกได้เป็น 5 ข้อสำคัญ ได้แก่



1. ธุรกิจครอบครัวจะ “โต” ได้ต้องรู้จักใช้ “มืออาชีพ” และทำธุรกิจที่ตนชำนาญหรือมีความได้เปรียบคนอื่นๆ
ธุรกิจครอบครัวจีนต้นแบบที่เราศึกษาใช้วิธีกระจายอำนาจบริหารให้กับผู้บริหารคนนอก หรือ “มืออาชีพ” ที่ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ หรืออย่างที่ในอดีตเรามักจะเรียกว่า “หลงจู้” โดยไม่เกี่ยงว่าพวกเขาไม่ใช่คนนามสกุลเดียวกันกับเจ้าของ เพื่อสลายข้อจำกัดในด้านการบริหารงาน นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวจีนยังเน้นการทำธุรกิจในกิจการที่ตนมีความชำนาญพิเศษและมีความได้เปรียบคู่แข่งอื่นๆ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปทักษะความรู้ในเชิงลึกที่คนอื่นไม่มี เครือข่ายและพันธมิตรในการทำธุรกิจ โดยที่การเติบโตของธุรกิจจะขยายตัวอย่างรวดเร็วหากมีการร่วมมือกับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่เป็นบริษัทข้ามชาติหรือนักลงทุนที่สามารถช่วยขจัดข้อจำกัดทางเทคนิค ข้อจำกัดทางการเงิน รวมถึงช่วยขยายตลาดได้ต่อไป

ธุรกิจครอบครัวที่ต้องการเติบโตจึงต้องเน้นในเรื่องการหา “คนนอก” ที่เก่งและไว้ใจได้เข้ามาช่วยในกิจการครอบครัว รวมถึงการโพกัสในธุรกิจที่ครอบครัวมีความได้เปรียบคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดและคอยมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเข้ามาช่วยเสริมในส่วนที่ขาด

2. ผสานการบริหารงานแบบ “ตะวันตก” เข้ากับ “ตะวันออก”
                การบริหารแบบตะวันตกเชื่อที่ว่า “ความเป็นเจ้าของ” และ “การบริหาร” ควรถูกแยกออกจากกันให้ชัดเจนเพื่อความสำเร็จของธุรกิจนั้น อาจไม่จำเป็นเสมอไปภายใต้สไตล์การบริหารและแนวคิดแบบผสมผสานระหว่างตะวันตกกับตะวันออก ยกตัวอย่างเช่น
·     การวางโครงสร้างการบริหารงานแบบแบนราบ (Flat Management Structure) ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการตัดสินใจของธุรกิจครอบครัวมีความรวดเร็ว แต่ก็ให้มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล (Check & Balance) โดยการให้ผู้บริหารหรือที่ปรึกษาที่เป็น “คนนอก” เข้ามาร่วมในการตัดสินใจเพื่อแก้ “จุดอ่อน 4 ประการ” ของธุรกิจครอบครัว ได้แก่ (1) ความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ของธุรกิจครอบครัว (2) การขาดวินัยทางการเงิน (3) การไร้ความสามารถในการฉวยโอกาสทางธุรกิจ (4) การเอาแต่ญาติพี่น้อง (Nepotism) ในธุรกิจครอบครัว
·     การให้ “มืออาชีพ” เข้ามาช่วยเหลือ “ทายาท” พัฒนาและขยายธุรกิจ ซึ่งนอกจากหน้าที่ประจำแล้ว “หลงจู้” ยังมีหน้าที่ช่วยอบรม ดูแล ประคับประคองทายาทของครอบครัวให้มีความรู้ ความสามารถเพียงพอที่จะสืบทอดธุรกิจต่อไป

3. ผสาน “ระบบคุณค่าของชาวจีน” กับ “วิธีการบริหารสมัยใหม่”
ระบบคุณค่าสำคัญที่ติดตัวมาจากแผ่นดินแม่ถือเป็นส่วนสำคัญที่กำหนด “ยุทธศาสตร์ธุรกิจ” ของนักธุรกิจจีนในยุคแรกๆ อันมีรากฐานสำคัญมาจากลัทธิขงจื้อ (Confucian Values) เช่น ความขยันอดทน ความประหยัดมัธยัสถ์ ไม่ย่อท้อแม้มีอุปสรรคขวางหน้า คุณค่าพื้นฐานเหล่านี้รวมถึงรากทางวัฒนธรรมพื้นฐานของชาวจีนก่อให้เกิดลักษณะเฉพาะตัวของธุรกิจครอบครัวจีนที่สำคัญ 4 ประการ คือ

·         กระบวนการตัดสินใจแบบรวมศูนย์ ที่ครอบครัวมีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จทั้งเป็นเจ้าของ (Owner) และเป็นผู้บริหาร (Manager) เอง ทำให้ไม่ต้องถูกไล่บี้จากผู้ถือหุ้นนอกครอบครัว และสามารถอดทนรอผลตอบแทนการลงทุนที่ดีแต่ใช้เวลานาน (กว่าจะคืนทุน) ได้
·         การบริหารโดยเครือญาติใกล้ชิด เนื่องจากความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเครือญาติ และญาติพี่น้องถือเป็นแรงงานที่ทำงานหนักแต่จ้างได้ ถูกกว่า จ้างคนภายนอก
·         Know-who คือหัวใจ การบริหารความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันถือเป็นหัวใจของความสำเร็จเชิงธุรกิจในระยาวของสังคมชาวจีน โดยความสัมพันธ์จะอยู่ในรูปของการให้และรับความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
·         การทำธุรกิจด้วยความพอดี (Moderation) คือไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่สุดโต่ง ตั้งตนอยู่บนความมีเหตุและมีผล (Reasonableness) ไม่ใช่แค่เหตุผล (Reason) ซึ่งถือเป็นแกนกลางของแนวคิดของลัทธิขงจื้อ   

ระบบคุณค่าสำคัญ รวมถึงลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าวยังคงถูกถ่ายทอดต่อไปยังผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นที่สอง แต่ด้วยความที่ผู้นำรุ่นที่สองส่วนมากได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นและยังได้รับเอาแนวคิดการบริหารธุรกิจแบบ “โลกตะวันตก” เข้ามาด้วย ทำให้เมื่อเขาเหล่านั้นเข้ามาทำงานในกิจการของครอบครัว ระบบคุณค่าดั่งเดิมที่ถูกถ่ายทอดต่อกันมาจึงถูกนำมาผสมผสานเข้ากับการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ ตัวอย่างของการผสมผสาน เช่น
·     การให้โอกาสสมาชิกครอบครัวสำหรับตำแหน่งบริหารระดับสูง แต่ก็ยังต้องพิจารณาควบคู่ไปกับคุณสมบัติทางธุรกิจ (Professional Qualifications) จุดสนใจ (Interest) ของทายาท และความชอบหรือไฟ (Passion) ในการทำธุรกิจครอบครัวด้วย เป็นต้น
·     การนำเอามืออาชีพ (Professional) เข้ามาช่วยกิจการครอบครัวและใช้มืออาชีพนั้นเป็นเสมือน “Change Agent” ที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการสมัยใหม่ และใช้ระบบการดูแลพนักงานและมืออาชีพเสมือนเป็นญาติพี่น้องในครอบครัว ช่วยดูแลรักษาพนักงานที่ซื่อสัตย์ซึ่งร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่มากับคนรุ่นพ่อโดยไม่ทอดทิ้ง เป็นต้น
·     การดูแลรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้าและเครือข่ายธุรกิจที่คนรุ่นก่อนได้สร้างไว้ และใช้มันอย่างต่อเนื่องในการทำธุรกิจของครอบครัว
·     การรับเอาแนวคิด และ Best Practices รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในการทำธุรกิจครอบครัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น

การผสมผสานคุณค่าและวัฒนธรรมของชาวจีนให้เข้ากับการบริหารสมัยใหม่ถือเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของธุรกิจครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลที่ประสบความสำเร็จ

4. ส่งมอบธุรกิจครอบครัวให้ทายาทที่มีหัวใจ “ผู้ประกอบการ”
ทายาทที่มีหัวใจเป็น “ผู้ประกอบการ” คือ ทายาทที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจากภายใน (Inner Passion) ที่ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจ และมีความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นเจ้าของธุรกิจของตน เขาเหล่านั้นคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะสืบทอดธุรกิจครอบครัวในรุ่นถัดไป แรงปรารถนาของทายาทซึ่งต้องการจะเป็นผู้ประกอบการมาจากความรู้สึกลึกๆ ที่ไม่ต้องการจะทำงานเพื่อใครคนอื่นอีกนอกจากตนเอง และแรงขับที่ต้องการจะปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจครอบครัวในปัจจุบันให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ความสำเร็จของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวของชาวจีนโพ้นทะเลจึงมีพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งมาจาก “ความเป็นผู้ประกอบการ” ในตัวผู้นำรุ่นถัดไป รวมถึงความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างสมาชิกครอบครัวรุ่นใหม่ที่มีจุดแข็ง ทักษะ และความรู้ที่แตกต่างกัน แต่ส่งเสริมกันเพื่อความสำเร็จร่วมกันในธุรกิจครอบครัว

5. เตรียมการส่งมอบธุรกิจอย่างมีขั้นตอนตั้งแต่ทายาทเริ่มเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัว
ต้องเข้าใจว่าการส่งมอบธุรกิจครอบครัวมีลักษณะเป็น “กระบวนการ” มีขั้นมีตอนโดยขั้นตอนที่สำคัญที่สุดจะเป็นในช่วงที่ทายาทเริ่มเข้ามาทำในธุรกิจครอบครัวอย่างเต็มตัว โดยธุรกิจครอบครัวจีนที่ศึกษามีแนวปฏิบัติร่วมกันที่สำคัญ ดังนี้  

(1)    เมื่อเริ่มเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัว พ่อแม่ควรวางตัวทายาทในตำแหน่งที่จะได้ “เรียนรู้งาน” โดยขึ้นอยู่กับจุดแข็งจุดอ่อนของทายาทเองเพื่อเสริมในส่วนที่ขาด หรือพัฒนาต่อยอดในส่วนที่เป็นจุดแข็ง ก่อนที่จะวางตัวพวกเขาเหล่านั้นในตำแหน่ง “ผู้สืบทอด” ที่มีความรับผิดชอบและความกดดันสูงต่อไป
(2)    พ่อแม่หรือผู้นำธุรกิจครอบครัวทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล (Mentor) ให้แก่เหล่าทายาทที่เข้ามาทำงาน รวมถึงการสร้างบรรยากาศแห่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทายาทด้วยกันเพราะจะทำให้กระบวนการสืบทอดดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น
(3)    ทายาทควรได้รับโอกาสในการแสดงฝีมือเพื่อสร้างความมั่นใจในตนเอง (Confidence) และความเชื่อมั่น (Credibility) ต่อสมาชิกครอบครัวและพนักงาน ตั้งแต่ในช่วงแรกๆ ของชีวิตการทำงานในธุรกิจครอบครัวเพื่อปูทางสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงต่อไป
(4)    สุดท้ายถ้าทายาทได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีความสามารถที่เพียงพอจะบริหารธุรกิจครอบครัวต่อไป ทางเลือกที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการที่ไม่ให้พวกเขาเข้ามาบริหารงาน เพราะจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี

และนั่นก็คือ “เคล็ดลับ” บางส่วนของการบริหารธุรกิจครอบครัวสไตล์ชาว “จีนโพ้นทะเล” ที่พวกเราสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้ การก็อปปี้แนวคิดตะวันตกและนำมาใช้โดยไม่ “ประยุกต์” เลยอาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในธุรกิจและครอบครัวได้ การเอาส่วนที่ดีจากโลกตะวันออกและโลกตะวันตกมาผสมผสานกันน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลสามารถเติบใหญ่และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างราบรื่นต่อไป

สรุปข้อคิดการบริหารธุรกิจครอบครัวแบบชาวจีนโพ้นทะเล
1. ธุรกิจครอบครัวจะ “โต” ได้ต้องรู้จักใช้ “มืออาชีพ” และทำธุรกิจที่ตนชำนาญหรือมีความได้เปรียบคนอื่นๆ
2. ผสานการบริหารงานแบบ “ตะวันตก” เข้ากับ “ตะวันออก”
3. ผสาน “ระบบคุณค่าของชาวจีน” กับ “วิธีการบริหารสมัยใหม่”
4. ส่งมอบธุรกิจครอบครัวให้ทายาทที่มีหัวใจ “ผู้ประกอบการ”
5. เตรียมการส่งมอบธุรกิจอย่างมีขั้นตอนตั้งแต่ทายาทเริ่มเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัว




[1] งานศึกษาของ Fock Siew Tong ได้มาจากการวิเคราะห์ธุรกิจครอบครัวชาวจีนในสิงคโปร์จำนวน 5 ครอบครัว ได้แก่ Eu Yan Sang International Limited, The Hour Glass Limited, Hong Leong Group (Singapore), Qian Hu Corporation Limited และ Popular Holdings Limited

Monday, July 21, 2014

#FamilyWelfare จัด #สวัสดิการครอบครัว #กงสี

“เป็นเรื่องธรรมดาของทุกครอบครัวที่คนที่มีหุ้นมากก็อาจจะอึดอัดที่ตัวเองไม่ได้ใช้แล้วคนอื่นมาใช้ หรือคนที่มีลูกเยอะแต่หุ้นน้อยก็จะแฮปปี้ อย่างไรก็ตามถ้าจะให้ครอบครัวไปได้ด้วยดี สมาชิกครอบครัวก็จะต้องเสียสละบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะอยู่กันไม่ได้” 

ปริญญ์ จิราธิวัฒน์

          #สวัสดิการครอบครัว ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการ #บริหารจัดการธุรกิจครอบครัว เพราะสวัสดิการของครอบครัวเกี่ยวข้องกับการใช้เงินของ #กงสี โดยตรง และเป็นเรื่องที่กระทบกับความเป็นอยู่ของสมาชิกครอบครัวโดยรวม


            แนวคิดเรื่อง “สวัสดิการครอบครัว” อาจเทียบเคียงได้กับแนวคิด “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งเป็นแนวคิดในการบริหารประเทศที่กำหนดให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้จัดสรรสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่สำคัญให้แก่ประชาชน ซึ่งจะพบได้มากในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน นอรเวย์ ฟินแลนด์ หรือเดนมาร์ค เป็นต้น

ลักษณะเด่นของประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการคือการให้สวัสดิการแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ และรัฐก็เก็บภาษีอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน เช่น อัตราภาษีบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) ในกลุ่มคนรายได้สูงของสวีเดนและเดนมาร์คอยู่ในระดับเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ (อัตราภาษีบุคคลธรรมดาสูงสุดของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 35 เปอร์เซ็นต์) ในขณะที่อัตราเฉลี่ยฯ ของโลกอยู่ที่ประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น 

วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดรัฐสวัสดิการขึ้นก็เพื่อแก้ไขปัญหา “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของโลกยุคปัจจุบัน

“สวัสดิการครอบครัว” พยายามแก้ไขปัญหาเดียวกันนั่นก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ำแต่ในขอบเขตที่เล็กกว่าคือเพียงแค่ในระดับครอบครัว

สวัสดิการครอบครัวคืออะไร?

            สวัสดิการครอบครัวหมายถึง “สิทธิประโยชน์” (Benefits) ที่บุคคลได้รับอันเนื่องจากการเป็นสมาชิกของครอบครัว สิทธิประโยชน์จะอยู่ในรูปของ ค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย ค่าเล่าเรียนสำหรับลูกหลานในตระกูล เงินเดือนสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัว เงินช่วยเหลือสำหรับสมาชิกว่างงาน เป็นต้น สวัสดิการครอบครัวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้สมาชิกในตระกูลมีความเป็นอยู่โดยทั่วไปใน “ระดับที่ดี” หรือ “ยอมรับได้” ไม่ยากจนข้นแค้นจนต้องไปทำงานหรือทำสิ่งที่อาจจะส่งผลเสียหายต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

“แนวคิดที่แตกต่าง” อุปสรรคสำคัญของการจัดสวัสดิการครอบครัว

            “ทำไมจะต้องมาจัดสวัสดิการร่วมกัน ต่างคนต่างไปดูแล (ครอบครัว) ตัวเองไม่ดีกว่าหรือ?”

การจัดสวัสดิการในอีกมุมหนึ่งก็คือการที่ครอบครัวนำเงินมารวมกันเป็นกองกลางแล้วกำหนดให้มีการกระจายเงินจากกองกลางนั้นๆ ออกมาในรูปของ “สวัสดิการ” ในรูปแบบต่างๆ

            คำถามสำคัญก็คือ “ทำไมจะต้องนำเงินมากองรวมกันแล้วค่อยๆ แบ่งออกไป ทำไมไม่ให้แต่ละคนบริหารจัดการเงินของตัวเองหรือครอบครัวย่อยๆ ของตัวเอง” ผมเคยพูดคุยกับผู้นำธุรกิจครอบครัวๆ หนึ่งซึ่งตั้งเป้าหมายสำคัญของการบริหารธุรกิจครอบครัวไว้คือการแบ่ง “ทรัพย์สินกองกลาง” ทั้งหมดของครอบครัวให้พี่น้องแต่ละคนไปบริหารจัดการกันเอง ไม่ให้เหลือสิ่งที่เรียกว่า “กองกลาง” อีก เพราะเขาเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยลดโอกาสความขัดแย้งระหว่างพี่น้องในเรื่องเงินๆ ทองๆ ลงได้     
      
เราจึงต้องกลับมาที่ประโยชน์พื้นฐานของการมีสวัสดิการครอบครัวซึ่งก็คือการเป็นหลักประกันใน “คุณภาพชีวิต” ของสมาชิกครอบครัว ซึ่งในเวลาปกติเขาก็สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่ในยามที่เขาเกิดเจ็บป่วย หรือเกิดพลาดพลั้งทางธุรกิจซึ่งอาจทำให้เกิดความขัดสนอย่างกะทันหัน หรือเกิดประสบเหตุเภทภัย เขาและครอบครัวก็ยังจะมี “ฟูก” รองรับ

สวัสดิการครอบครัวเป็นมากกว่า “ประกันหมู่”

แต่ถ้าไม่นับหน้าที่ของการเป็น “หลักประกัน” ในชีวิตให้แก่สมาชิกครอบครัวแล้ว สวัสดิการครอบครัวยังจะมีประโยชน์อะไรอีก? หลายๆ ครอบครัวใช้ “ระบบสวัสดิการ” เป็นจุดเชื่อมโยงสมาชิกครอบครัวเพื่อมาบริหารเงินสวัสดิการร่วมกัน มารับประโยชน์จากสวัสดิการของครอบครัวร่วมกัน นับเป็นกุศโลบายเพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้คงอยู่

ดังนั้น สมาชิกครอบครัวจึงต้องร่วมกันตอบคำถามที่สำคัญข้อนี้ให้ได้ก่อน ชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสียของการมีระบบสวัสดิการในครอบครัว เพื่อจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้
           

จัดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะกับครอบครัว

            สวัสดิการครอบครัวมีได้หลายรูปแบบแต่โดยทั่วไปอาจแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
          (1) สวัสดิการพื้นฐาน 5 ประเภทหลัก ได้แก่
·       ค่าที่อยู่อาศัย
·       ค่ารักษาพยาบาล
·       ค่าการศึกษา
·       เงินช่วยเหลือ สำหรับผู้มีรายได้ต่ำหรือว่างงาน
·       เงินอุดหนุน เพื่อดูแลผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ

          (2) สวัสดิการเสริม เป็นสวัสดิการที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกับสวัสดิการพื้นฐาน ได้แก่
·       สาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายอื่นในบ้าน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ
·       ค่าเบี้ยประกันชีวิต
·       ค่าบำเหน็จบำนาญเมื่อเกษียณอายุ อันเป็นผลมาจากการช่วยเหลือธุรกิจครอบครัวมายาวนาน

          (3) สวัสดิการอื่นๆ แล้วแต่ครอบครัวจะกำหนด
·       รถยนต์
·       ค่าใช้จ่ายเดินทางในและต่างประเทศ / ค่ารับรอง
·       ค่างานศพ งานแต่ง งานบวช ฝากครรภ์-ทำคลอด
·       เงินเริ่มต้นธุรกิจใหม่ / เงินกู้จากครอบครัว ฯลฯ


ตัวอย่าง “แผนสวัสดิการครอบครัว” แบบต่างๆ
ที่มา : Family Business Asia

จากตัวอย่างทั้ง 3 แผน จะพบว่า แผน A อาจเรียกได้ว่าเป็น Subsistent Program คือ ให้เฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆ เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ที่ความคิดเห็นอาจจะแตกต่างกันในเรื่องสวัสดิการ  แผน B เป็นแผนกลางๆ อาจเรียกได้ว่าเป็น Customized Program มีการให้ทั้งสวัสดิการพื้นฐานและสวัสดิการอื่นๆ ที่ครอบครัวเห็นชอบร่วมกัน ส่วน แผน C อาจเรียกได้ว่าเป็น Comprehensive Program คือ มีการให้สวัสดิการที่ครอบคลุมมากที่สุด เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็กที่มีเงินกองกลางพอสมควร

          “ให้เท่าที่จำเป็น หรือให้อย่างครบถ้วน” คือคำถามสำคัญก่อนที่จะเลือกว่าแผนใดเหมาะกับครอบครัวของคุณ

            นอกจากนี้ สวัสดิการครอบครัวอาจไม่จำกัดอยู่เพียงแค่สวัสดิการที่เป็นตัวเงินเท่านั้น สิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่มีคุณค่า เช่น เวลา หรือความใส่ใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “เงินไม่ใช่สิ่งที่ดิฉันต้องการ ดิฉันมีมากพอแล้ว แต่ขอเวลาจากลูกหลานพาไปเที่ยว พาไปไหว้พระ ดิฉันก็ดีใจแล้ว” คุณแม่ท่านหนึ่งได้เคยกล่าวไว้ในการประชุมครอบครัว

“สามขา” ของการจัดสวัสดิการครอบครัว

            หากคิดจะจัดระบบสวัสดิการขึ้นภายในครอบครัวแล้วละก็มี 3 เรื่องที่จะต้องพูดคุยไปด้วยกันเสมอ ได้แก่ (1) สิทธิประโยชน์หรือประเภทของสวัสดิการ (2) ระเบียบการให้สวัสดิการต่างๆ และ (3) ที่มาของเงินเพื่อจัดสวัสดิการ

            (1) สิทธิประโยชน์ สมาชิกตกลงร่วมกันว่าต้องการให้มีสวัสดิการประเภทใดบ้าง โดยเลือกชุดหรือ “แผนสวัสดิการ” ที่เหมาะสมกับครอบครัว
(2) ระเบียบการให้ ซึ่งได้แก่ เกณฑ์การได้รับสวัสดิการครอบครัว การบังคับให้เป็นไปตามระเบียบ หรือกติกา การกำหนดผู้ดูแลเงินกองทุนสวัสดิการ ระเบียบการเบิกจ่าย เป็นต้น ซึ่งสมาชิกครอบครัวจำเป็นต้องหารือร่วมกันโดยยึดหลัก “ไม่เลือกปฏิบัติ” คือถ้าเข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะได้เหมือนกัน
(3) ที่มาของเงินเพื่อจัดสวัสดิการ คือแหล่งที่มาของเงินเพื่อมาจัดสวัสดิการอาจมาได้จากหลายแหล่ง เช่น
·       จากธุรกิจครอบครัวโดยตรง โดยถือเป็นรายจ่ายของบริษัท เช่น การใช้รถของบริษัท ประกันชีวิตและสุขภาพในฐานะกรรมการ การเบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทครอบครัวที่สมาชิกเป็นพนักงานอยู่ เงินกู้กรรมการ เป็นต้น
·       จากเงินปันผลที่ได้รับจากธุรกิจครอบครัว โดยอาจมีการกันเงินส่วนหนึ่งออกจากเงินปันผลของธุรกิจครอบครัว เช่น กันเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ออกจากเงินปันผลของสมาชิกทุกคน นำมารวมกันเป็นกองกลาง แล้วบริหารเงินก้อนนี้เพื่อสวัสดิการครอบครัว
·       จากดอกผลของเงินตั้งต้นร่วมกัน เช่น สมาชิกระดมเงินทุนจากสมาชิกทุกคนหรือทุกครอบครัวย่อยๆ นำมาบริหารให้เกิดดอกผล แล้วจึงใช้ดอกผลนั้นสำหรับสวัสดิการต่างๆ เป็นต้น


ที่มา : Family Business Asia

ตัวอย่างการจัดสวัสดิการของครอบครัวจิราธิวัฒน์

ที่มา : Family Business Asia ประมวลและรวบรวมจากบทสัมภาษณ์คุณปริญญ์ และ ศ.ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์

STEP BY STEP: ขั้นตอนการจัดสวัสดิการครอบครัว


ถามสมาชิกครอบครัวก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ถ้าจะมี “สวัสดิการ” ร่วมกัน? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการมีสวัสดิการครอบครัว แล้วจึงพิจารณา “3 ขา” ของการจัดสวัสดิการครอบครัว ได้แก่

1)      สวัสดิการจะมีอะไรบ้าง? อาจกำหนดเป็น “ชุดของสวัสดิการ” เพื่อให้ครอบครัวเลือก
2)      จะมีเกณฑ์การให้อย่างไร? ใครจะเป็นคนดูแลเงินกองกลางนี้ การเบิกจ่ายเป็นอย่างไร
3)      ที่มาของเงินเพื่อสวัสดิการจะมาจากไหน?

·     ครอบครัวหา”ข้อตกลงร่วมกัน” ในครอบครัวในขาทั้ง 3 ก่อนดำเนินการต่อไป

ข้อสำคัญของการบริหารจัดการเรื่องสำคัญๆ ในครอบครัวเช่นเรื่องสวัสดิการคือต้องให้สมาชิกเห็นชอบร่วมกันก่อน ไม่เร่งร้อน มีการให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่สมาชิกครอบครัวที่ครบถ้วน รอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดคำถามหรือข้อสงสัย ก่อนจะตัดสินใจร่วมกันต่อไปซึ่งจะทำให้ระบบสวัสดิการที่สร้างขึ้นเข้มแข็ง และสำเร็จอย่างยั่งยืน

(บทความปรับจากเนื้อหาเรื่อง Family Welfare ของ นวพล วิริยะกุลกิจ ในวารสารการเงินธนาคาร)